วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

เรื่องน่ารู้ “ทำไม… เราถึงไปด้วยกันไม่ได้นะ”

เรื่องน่ารู้ “ทำไม… เราถึงไปด้วยกันไม่ได้นะ”


  • หลงตัวเอง ถ้าเดทกี่ครั้งก็เอาแต่พูดถึงตัวเอง “ฉัน ฉัน ฉัน ฉัน” อย่างโน้นอย่างนี้โดยไม่ถามเรื่องของเขาสักคำหรือถามบ้างแล้วก็ไม่ได้สนใจ ฟัง เขาก็จะรู้สึกตัวเองไม่พิเศษ และอยากจะไปให้พ้นๆคุณเสียที

  • ทำตัวเป็นถังขยะ อัน นี้ต้องโทษตัวเองที่รู้ทั้งรู้ก็ยังไขว่คว้าหารักที่ไม่เอาไหน ผู้ชายประเภทลอยไปลอยมาไม่คิดจริงใจกับใครมันเสียเวลาเปล่าๆที่จะอดทนคบเขา เพราะเขาก็ตั้งโปรแกรมไว้แล้วว่าต้องพูดประโยคนี้ “เราไปกันไม่ได้”

  • เรียกร้องความสนใจ สาวๆบางคนก็ติดนิสัยหว่านเสน่ห์ คือมันก็เร้าใจดีตอนที่ยังไม่ได้ลองคบ แต่พอลองคบกันแล้วเธอก็ยังหว่านไปทั่วไม่หยุด เรียกร้องความสนใจผิดๆแบบนี้ผู้ชายดีๆเขาก็หนีหมดสิน้อง

  • รุกเกินงาม ผู้ชายยังไงก็ชอบไล่ล่ามากกว่า ถ้าคุณคิดว่าเซ็กซ์จะจับผู้ชายให้อยู่หมัดได้ในสามเดทแรกก็จงทำใจรับสภาพ ความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนได้เลย

  • ขี้หึง หึงนิดหน่อยมันก็รู้สึกว่ารักนะ แต่เลิกกันหลายคู่เพราะมันมากไปนี่ล่ะ เมื่อไรที่คิดว่าเขานอกใจให้ถามครั้งเดียว อย่าถามอีก เลือกเอาแล้วกันว่าจะเชื่อเขาหรือเลิกกันไปเลยดีกว่า อย่าให้เขาชิงบอกว่า “เราไปกันไม่ได้”

  • ขี้เกียจ พอ มีแฟนแล้วก็ขี้เกียจซะอย่างนั้น จากสาวงามแต่งตัวสวยก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไปเดทกันด้วยเสื้อยืดกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ และหัวยุ่งมาเชียว หรือจากที่เคยส่งข้อความหวานแหววทุกวันก็ขี้เกียจส่งแล้ว เฉยและเฉื่อยแบบนี้ผู้ชายก็เซ็งเหมือนเรานั่นแหละ

  • ขี้วีน การทำตัวเป็นนางร้ายวีนแตกตลอดเวลา วีนแตกได้ทุกเรื่องมันดูไม่มีเสน่ห์เอาเสียเลย คุณไม่ต้องทำตัวเป็นนักบู๊กับทุกคนที่ขวางหน้าก็ได้ การใช้อารมณ์โกรธอย่างสงบและใช้น้ำเสียงที่มั่นใจจะทำให้เขามองว่าคุณ หนักแน่น
เอ่อ.. แบบว่า… ตรงไหมคะ … สรุปได้ง่ายๆ สั้นๆ ว่า ก่อนที่เราจะไปถามเค้าว่าทำไมเราไปด้วยกันไม่ได้ หันมาถามตัวเองก่อนดีไหมคะ จะได้ไม่หน้าแตกค่ะ ^-^

เคล็ดลับ เทคนิคการจำ… ฝึกได้ง่ายๆ


เคล็ดลับ เทคนิคการจำ… ฝึกได้ง่ายๆ
  • เทคนิคแรก โยงสิ่งที่ต้องจำไปหาสิ่งที่จำง่ายและติดตากว่า

  • เทคนิคที่สอง ใส่ทำนองร้องเป็นเพลง ถ้า อยากจะจำอะไรสักอย่างหนึ่งยาว ๆ ลองใส่ทำนองเข้าไปแล้วลองร้องออกมา นอกจากจะสนุกสนานล้ว อาจจะจำได้ดีขึ้นด้วย แต่จะไพเราะเสนาะหูขนาดไหน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัว

  • เทคนิคที่สาม วิธีจำโดยสังเกตตัวอักษรที่เหมือนกัน ใช้ ได้ผลดีกับวิชาภาษาไทย เช่น คำนวน ต้องเขียนว่า คำนวณ ใช้ “ณ” เหมือนคำว่า คณิตศาสตร์ หรือ เข้าฌาน สะกดด้วย “น” เพราะเป็นการนั่งแบบ “นิ่ง ๆ”

  • เทคนิคที่สี่ ประโยคเด็ดช่วยจำ แต่ง ประโยคหรือเรียบเรียงเรื่องที่ต้องจำเป็นข้อความสั้น ๆ และถ้าสามารถ อาจแต่งให้คล้องจองกัน จะช่วยให้จำได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ประโยคยอดฮิตที่ว่า “ไก่ จิก เด็ก ตาย บน ปาก โอ่ง” ทำให้พวกเราจำอักษรกลางได้อย่างง่ายดาย

  • เทคนิคที่ห้า จำเป็นรูปภาพ สมอง คนเราจำรูปได้ดีกว่าข้อความ ดังนั้นพวกสูตรคณิตศาสตร์ต่าง ๆ ลองเขียนเป็นตัวใหญ่ ๆ ทำให้โดดเด่นมีสีสัน แปะไว้ข้างฝาบ้าน มองทุกวัน หลาย ๆวัน เราจะจำภาพหรือสูตรนั้นได้โดยอัตโนมัติ ที่สำคัญอย่าลืมมองเจ้าสิ่งที่แปะบ่อย ๆ ด้วย


ลองทำตามคำแนะนำดูนะคะ

ยางไม้ดอกกำจัดมะเร็งผิว



            นักวิจัยจากหลายสถาบันในเมืองบริสเบนของออสเตรเลียค้นพบศักยภาพของไม้ดอก Euphorbia peplus พืชตระกูลเดียวกับต้นโป๊ยเซียน โดยพบว่าน้ำยางสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งผิวหนังทั่วไป (non-melanoma skin cancers)
            เดิมพืชชนิดนี้ถูกนำมาใช้เสมือนยาแผนโบราณมานานหลายศตวรรษเพื่อรักษาโรคหลายอย่าง เช่น หูด โรคหืด และมะเร็งหลายชนิด แต่นับเป็นครั้งแรกที่นักวิจัยทำการศึกษาทางคลินิกของน้ำยางจากพืชชนิดนี้ โดยศึกษากับผู้ป่วย 36 คนที่เป็นมะเร็งผิวหนังชนิด Basal cell carcinoma (BCC) ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด โดยจะเกิดบริเวณชั้นตื้นๆ ลักษณะคล้ายสิว เป็นๆหายๆ มักมีเลือดออกหรือเป็นก้อนแบนแข็งชนิด squamous cell carcinomas (SCC) ที่คล้ายกันแต่ลุกลามเร็วกว่า และชนิดintraepidermal carcinomas (IEC) ที่เซลล์มะเร็งจะเติบโตเฉพาะผิวชั้นนอกรวม 48 รอย ผู้ป่วยเหล่านี้มีปัญหาไม่ตอบสนองต่อยารักษาแบบเดิม  หรือไม่เหมาะสำหรับผ่าตัด





            ในการทดลองทาน้ำยางบนรอยโรควันละครั้งต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือน ปรากฏว่ารอยมะเร็ง 41 จาก 48 แห่งหายไป ส่วนผู้ป่วยที่ยังหลงเหลือเข้ารับการรักษาต่อรอบสอง ปรากฏว่า 15 เดือนผ่านไป 2 ใน 3 ของรอยโรคหายไป และพบว่ามะเร็งชนิด IEC ตอบสนองต่อการรักษาดีหายถึง 75% สำหรับชนิด BCC หายไป 57% และ SCC หายไป 50%










*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง

วิธีการนวดคลายเครียด "ด้วยตนเอง"

วิธีการนวดคลายเครียด

        วันนี้เรามีอีกหนึ่งวิธีในการคลายเครียดด้วยตนเองค่ะ และวิธีที่เราจะแนะนำนั้นก็คือ วิธีการนวดคลายเครียดด้วยตนเองนั่นเองค่ะ ซึ่ง วิธีการนวดคลายเครียด นี้จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายความตรึงเครียด สมองโล่ง ปลอดโปร่งและเบาสบายค่ะ ที่สำคัญ วิธีการนวดคลายเครียด นี้ยังเป็นวิธีง่าย ๆ ที่คุณเองก็สามารถทำได้ด้วยตัวเองค่ะ สำหรับ วิธีการนวดคลายเครียดด้วยตนเอง จะเน้นไปที่การนวดที่ศีรษะและเส้นผมเป็นหลักนะค่ะ เอาล่ะค่ะใครอยากคลายเครียดก็มาลองฝึกวิธีการนวดคลายเครียดด้วยตนเองนี้ดูนะค่ะ




8 วิธีการนวดคลายเครียด

1. มือซ้ายรองต้นคอ และใช้อุ้งมือขวาวางพาดช่วงหน้าผาก กางนิ้วโป้งและนิ้วชี้กดลงบริเวณคิ้ว จากนั้นให้เลื่อนระดับขึ้นไปอย่างช้า ๆ จนผ่านแนวเส้นผมลึกเข้าไป 1 นิ้ว ทำซ้ำในลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง

2. วางอุ้งมือทั้งสองข้างแนบข้างศีรษะเหนือใบหู และใช้อุ้งมือยกหนังศีรษะขึ้นพร้อมกับการเลื่อนอุ้งมือวนเป็นวงให้อุ้งมือข้างหนึ่งเลื่อนไปทางด้านหน้า อีกข้างเลื่อนไปที่กลางกระหม่อม แล้วเลื่อนไปทางศีรษะด้านหลังที่บริเวณท้ายทอยและนวดจนทั่วศีรษะ

3. ใช้ปลายนิ้วนวด โดยเริ่มจากหนังศีรษะด้านข้างทั้งสองด้านพร้อมกันและค่อย ๆ กดไล่ไปทางด้านหน้าทำซ้ำลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง

4. นวดรอบไรผม โดยเริ่มจากจุดกึ่งกลางของแนวผม คือ บริเวณหน้าผากใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงลงไปจนถึงแนวผมข้างขมับต่อไปจนถึงบริเวณท้ายทอย ทำซ้ำในลักษณะเดียวกัน 5 ครั้ง
  
5. วางปลายนิ้วตรงกลางกระหม่อม ก่อนนวดวนเป็นวงจากจุดดังกล่าวไปถึงขมับและจากข้างขมับสู่กลางกระหม่อมเช่นเดิม

6. ก้มหน้าลง ใช้อุ้งมือซ้ายรองรับหน้าผากไว้ใช้ปลายนิ้วมือหรืออุ้งมือขวานวดในลักษณะวนเป็นวง จากหลังใบหูผ่านท้ายทอยกระทั่งไปจรดที่หลังใบหูอีกด้านหนึ่งทำซ้ำในลักษณะเดียวกัน 2-3 ครั้ง

7. ใช้ปลายนิ้วนวดจากกลางกระหม่อมลงสู่ท้ายทอย จากท้ายทอยขึ้นไปที่กระหม่อม และจากต้นคอด้านซ้ายไปถึงบริเวณต้นคอด้านขวา

8. กำเส้นผมด้วยมือ ดึงเบา ๆ อย่างช้าๆ นับจังหวะ 1-3 แล้วจึงปล่อย ทำซ้ำในลักษณะเดียวกันให้ทั่วศีรษะ (สำหรับผู้ที่รากผมอ่อนแอหลุดร่วงง่ายไม่ควรปฏิบัติในขั้นตอนนี้)

หากคุณผู้อ่านนวดศีรษะตามขั้นตอนข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตการทำงานของปลายเส้นประสาทและเส้นเลือดที่มีอยู่เป็นจำนวนมากใต้หนังศีรษะ แถมยังช่วยแก้ไขปัญหาเส้นผมได้มากมาย อาทิ ผมไร้น้ำหนัก ขาดชีวิตชีวา ผมร่วง เป็นต้น

"สูตรล้างพิษ" ในร่างกายด้วยตัวเอง

สูตรล้างพิษ

      สมัยนี้การล้างพิษได้รับความนิยมอย่างมากเพราะหลายคนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและร่างกายกันมากขึ้น วันนี้เราก็เลยมีสูตรล้างพิษ 1 วัน ในร่างกายด้วยตัวเองมาฝากกันอีกด้วยค่ะ ด้วย สูตรล้างพิษ นี้จะช่วยให้คุณนั้นมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น เลือดลมหมุนเวียนคล่อง แล้วถ้าใช้ สูตรล้างพิษ นี้กันเป็นประจำก็จะช่วยให้คุณนั้นห่างไกลจากโรคมะเร็ง หอบหืด เบาหวาน ภูมิคุ้นกันบกพร่อง แล้วที่สำคัญสำหรับคุณผู้หญิงเลยก็คือ สูตรการล้างพิษ นี้ยังช่วยในเรื่องของการลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักนั่นเองค่ะ




สูตรล้างพิษ 1 วัน


     หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 แคลอรี่ เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า


1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่างเช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยากทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วนสับปะรดนั้นมีกรดสูงมากถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้


2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละสุกหรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้นไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด


3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุดหรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้


4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป


5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้าคุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวเพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระหลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้าสารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิมทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป





- วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว


อุปกรณ์

1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด

2. มะนาว 4 ลูก

3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน


- วิธีทำ


1. ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน


2. มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ


3. หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคืออาการปกติหลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้


กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง



ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไอเอ็นเอ็น ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

ภาวะโลกร้อนกับก๊าซมีเทนใต้น้ำแข็ง


        ก๊าซมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่าตัวเลยทีเดียว และก็เป็นก๊าซที่มีส่วนที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอยู่ในตอนนี้ เป็นข่าวร้ายที่นักวิทยาศาสตร์ได้พบก๊าซมีเทนจำนวนมากมายมหาศาลประมาณ 400,000 ล้านตัน อยู่ภายใต้น้ำแข็งทางแถบเหนือของไซบีเรีย และภาวะโลกร้อนก็กำลังทำให้น้ำแข็งละลาย จึงทำให้ก๊าซมีเทนพวกนี้กำลังค่อยๆถูกปล่อยออกมาทำลายชั้นบรรยากาศของโลกเรา
ก๊าซมีเทนพวกนี้มาจากไหน? ดร.อาจองท่านได้บอกว่า แต่ก่อนบริเวณขั้วโลกเหนือในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งนั้น ไม่มีน้ำแข็งปกคลุม จึงมีสัตว์และพืชมากมายอาศัยอยู่บริเวณนั้น แต่เกิดเหตุการณ์ที่แกนโลกเปลี่ยนอย่างฉับพลัน จึงทำให้บริเวณนั้นกลายไปเป็นขั้วโลก และอุณหภูมิก็ลดลงอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 20 องศาเซลเซียสขึ้นไป กลายเป็นติดลบกว่า 50 องศาในทันที สิ่งมีชีวิตทั้งหมดถูกแช่แข็งในทันที และเมื่อเวลาผ่านไปน้ำแข็งก็เริ่มปกคลุมหนาขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างที่ให้เห็นก็มีร่างของช้างแมมมอธที่มนุษย์ขุดพบ ถูกน้ำแข็งแช่ไว้จึงไม่เน่า และบางตัวยังมีหญ้าอยู่ในปาก เพราะว่าถูกแช่แข็งในทันทีขณะที่ยังกินอาหารอยู่
เมื่อซากของสิ่งมีชีวิตมากมายถูกฝังไว้ใต้น้ำแข็ง จึงทำให้เกิดก๊าซมีเทนจำนวนมากเกิดขึ้น แต่ก็ขึ้นมาสู่ผิวโลกไม่ได้เพราะว่าถูกชั้นน้ำแข็งกักเก็บไว้ แต่ปัจจุบันภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเริ่มละลาย ก๊าซมีเทนพวกนี้กำลังค่อยๆถูกปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ และจะเป็นอีกตัวการที่เร่งให้เกิดความรุนแรงของภาวะโลกร้อนที่มากขึ้น
ถ้าพวกเรายังไม่ช่วยกันลดภาวะโลกร้อนตอนที่ยังมีเวลา มนุษย์อย่างเราอาจจะต้องตกอยู่ในสถาณการณ์เดียวกับช้างแมมมอธก็ได้ ไม่แน่ในอนาคตอาจจะมีใครขุดพบคุณถูกแช่แข็งไว้ และก็ยังมีอาหารอยู่ในปากก็เป็นได้ 

ประวัติโดยย่อ

นางสาวพรทิพย์ แถวบุญตา 51011712029

สาขาการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร

คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์